.

posted on 19 Feb 2008 19:04 by iuvthey

 

"ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก" ......... ผมนอนฟังเสียงนาฬิกาข้างฝาผนัง

ที่กำลังออกกำลังกายอย่างเมามัน

แม้ว่าจะเป็นเวลาที่เริ่มเข้าสู่วันใหม่แล้ว แต่ผมก็ยังคงข่มตานอนให้หลับไม่ได้

ทั้งๆที่ผมก็ทำงานหนัก แถมกินก็น้อย

แต่ทำไมผมยังคงเหลือแรงที่ยังยันเปลือกตาไว้  ก็ไม่ทราบ

ผมลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินออกจากห้อง เพื่อที่จะหาอะไรทำ จะได้ง่วงซักนิดก็ยังดี

เมื่อผมออกไปยังระเบียง  ผมก็ได้พบว่า ห้องข้างๆยังคงเปิดไฟสว่างโร่

"ใครน่ะ ดึกขนาดนี้แล้ว" ความจริงแล้วต้อง เช้าขนาดนี้แล้วครับ

 

??????? ใครหว่า?

 

 

 

 

 

 

"แป๊กๆๆๆๆๆ" เสียงเคาะคีย์บอร์ดดังเป็นระยะๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ชั้นคุ้นเคยซะแล้ว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชั้นทำงานหามรุ่งหามค่ำ หามเช้า แบบนี้

มันแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชั้นเลยก็ว่าได้ "งาน"

ฉันรู้สึกปวดเมื่อยตามหัวไหล่และลำคอ ไม่ว่าจะพยายามบีบนวด

ก็ยังไม่สามารถคลายความปวดเมื่อยลงไปได้

ชั้นเลยตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินออกไปยังระเบียง

แต่ก็พบกับคนแปลกหน้า ห้องข้างๆเข้า ชั้นมองหน้าเค้าซักพัก

เค้าก็ยังคงมองหน้าชั้น (มองทำไมอ่าคะ) แต่แล้วซักพักเค้าก็ยิ้มออกมา

ฉันจึงยิ้มตอบเค้าออกไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่กลบไม่มิด

"ยังไม่นอนอีกหรือครับ" เค้าถามมา

ชั้นก็อยากจะตอบเค้าเหมือนกัน ว่าถ้าชั้นหลับแล้ว เค้าก็คงไม่เห็นชั้นยืนอยู่ตรงนี้หรอก

"ค่ะ" ฉันตอบออกไปด้วยความระมัดระวังตัว

จะว่าไปเค้าก็ดูเป็นคน เรียบๆ สะอาด และมีรอยยิ้มที่อบอุ่น


ฉันลืมไปเลยว่า กำลังปวดไหล่อยู่

 

 

 

 

 

เธอยิ้มให้ผม หลังจากที่มองหน้าผมอยู่ซักพัก

อะไรกัน เป็นผู้หญิงหรอกหรือนี่

ผมนึกว่าคนที่ทำงานจนตีหนึ่งตีสองจะเป็นผู้ชายผมรุงรังซะอีก

ผมมองเธออยู่ซักพักก็รู้สึกว่า เธอไม่ธรรมดาเอาซะเลย

ผมที่ซอยสั้นทำให้รู้สึกสบายตา รูปร่างที่สมส่วน ตาที่เหนื่อยล้า

"แล้วคุณละคะ?" เธอถามผมกลับมาตามมารยาท

ผมได้แต่เพียงพยักหน้ารับ จะให้ผมบอกเธอได้ยังไงละครับ โตขนาดนี้แล้ว

แต่ก็ยัง นอนไม่หลับ..........

เธอมองผมด้วยสายตาสงสัยนิดหน่อย ทำให้ผมต้องยิ้มกลบเกลื่อน

นั่นทำให้เธอ ยิ้มตอบกลับมาให้ผมอีกครั้ง

"อยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอคะ?"

"ครับ แล้วคุณล่ะ"

"ซักพักแล้วค่ะ"

ผมนึกสงสัยที่เราไม่เคยเจอกันเลย

"ชั้นหลับกลางวันค่ะ ทำงานกลางคืน"

นี่คือคำตอบที่ทำให้ผมแปลกใจ ผู้หญิงที่ทำงานกลางคืน

"กรี๊งงงงงงงงๆๆๆๆๆๆ" เสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากห้องของเธอ

เธอจึงขอตัวกลับเข้าไป และไม่กลับออกมาอีก เลย.....

 

 

 

 

 

 

 


โทรศัพท์จากเจ้านายของชั้น โทรมาเร่งงานด่วน

นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่า ยังทำงานค้างไว้

ชั้นจึงรีบกลับมาทำงาน โดยลืมนึกถึงใครบางคนที่ฉันเพิ่งจะพูดคุยกันเค้าไป

งานเสร็จ ความรู้สึกหนักและเหนื่อยในตอนแรกก็บรรเทาคลายหายไป

ก็เหลือแค่ว่า งานจะผ่านรึเปล่า แค่เท่านั้น

แล้วชั้นก็นึกขึ้นมาได้ "เค้าจะยังอยู่มั๊ยเนี่ย"

ชั้นเดินออกมาที่ระเบียง พบกับความว่างเปล่า (ใครจะไปอยู่ละเน๊อะ)

ฉันถอนหายใจแล้วเดินออกไปยังระเบียง ก่อนที่จะมองเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ

ที่เสียบอยู่ระหว่างระเบียงของทั้งสองห้อง

" ผมคิดว่าคุณคงจะเหนื่อย ไม่กวนดีกว่าครับ  นอนหลับฝันดีครับ "

นี่เป็นข้อความที่เขียนอยู่บนนั้น

มันทำให้ชั้นมอง แล้วก็ยิ้มออกมาคนเดียว

เมื่อหย่อยก้นลงบนเก้าอี้ สูดอากาศยามเช้า มันก็ทำให้ชั้นง่วงขึ้นทันตา

ก่อนที่จะกลับเข้าไปนอน ชั้นก็หยิมกระดาษจากในบ้านออกมา

 


"ขอบคุณค่ะ"

 

edit @ 19 Feb 2008 19:07:15 by miss,,*

a ธรรม

posted on 13 Jan 2008 20:44 by iuvthey

.................ณ โลกมนุษย์................

"ว๊าว!!!!! ที่นี่ที่ไหนวะเนี่ย"

"เค้าเรียกว่าโลกโว้ย"

" - - ตบหัวไมวะ พูดดีดีดิ"

"โทษที เผลอว่ะ ห่ะห่ะ"

"แล้วไอ้โลกเนี่ย อร่อยป่าวอะ"

" - - ไอ้โง่ สงสัย แกต้องศึกษาที่นี่อีกซักหน่อยแล้วมั้ง"

 

เป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวข้าพเจ้า อันมีนามที่ต้องสงวนไว้เป็นความลับของทางราชการ ต้องมาดำรงชีวิตต่อไป บนดาวเคราะห์ อันมีนามว่า "โลก" ตอนแรกไอ้เราก็สงสัยนะว่าไอ้โลกเนี่ยมันเป็นยังไง อยู่มาซักพัก ซักพัก วันนึง สองวัน อาทิตย์ นึง เดือนกว่า ปีนึง สองปี สี่ปี สี่ปีห้าวัน โหลปี โหลกว่าๆปี โอ้เยส!!!!

ผมก็ยังไม่เข้าใจโลกอยู่ดี อ่าฮะอ่าฮะ

ผมไม่เคยเจอที่ไหน ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมความคิดมากเท่าที่นี่เลย ไม่ว่ามนุษย์หน้าไหนๆก็มีมันสมองเป็นของตัวเอง มันทำให้ผมรู้ว่า มนุษย์ไม่ได้โง่ ไปซะหมด อีกทั้ง มนุษย์ยังมีหัวจิตหัวใจกับเค้าซะด้วย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าศึกษาและทำวิจัยเป็นอย่างมาก ผมเลยส่งรายงานกลับไป แล้วทางต้นสังกัดเค้าเลยย้ายผมมาประจำที่นี่ซะเลย ต่อจากนี้ไป ผมก็หวังว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากดาวเคราะห์น้อยๆดวงนี้

ผมจำได้ว่าตอนผมมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ พวกคนบนโลกกำลังฮิตพวก ยอดมนุษย์กันอยู่พอดี ยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ไอ้ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่า พวกเหนื่อมนุษย์พวกนั้นมีไว้ทำอะไร แต่พอเอาเข้าจริงไม่ต้องมีใครมาอธิบาย ผมก็เข้าใจว่า ยอดมนุษย์พวกนี้แหละ ที่ดูแลสุขทุกข์ของคนบนโลก ดูแลหัวใจอันบอบบางของเด็กๆ ดูแลศรัทธา ที่มีต่อความดี ความเชื่อมั่น ความจริงใจ พวกเค้าทำให้คนธรรมดาได้รู้ว่า ความหวังยังมีอยู่

ผมไม่คิดว่าโลกนี้จะมี ฝ่ายอธรรมอยู่จริงๆหรอก มันคงเป็นไปไม่ได้ที่คนพวกนี้จะมีความชั่วร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่ด้วยเพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ ความหลากหลายต่างๆทำให้โลกเกิดความแตกต่าง คนก็เลยแตกต่าง แค่คิดแตกต่างกัน ก็หาว่าผิดแล้วเหรอ? สรุปแบบนี้ได้จริงๆอะ? แต่ผมไม่คิดแบบนั้นนะ ผมคิดว่าใครๆก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นแนว เป็นทาง เป็นแบบแผน ผมเลยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว จะตัดสินให้ใครผิด ใครถูก ตอนแรกมองดูอยู่ข้างหน้า ไอ้ห่านี่ผิดเต็มๆ ลองวิ่งไปดูข้างหลัง อ้าวไอ้ที่เหลือโผล่มาจาไหนวะ เป็ขบวนการนี่หว่า ลองตะแคง หมุนๆซักสองรอบ อ้าวที่จริงเข้าใจผิด ไปๆมาๆ ก็ไม่มีไร ก๊ากๆๆๆ แต่บางเรื่องมันก็สมควรเป็นอุทาหอนของคนรุ่นหลัง เค้าเลยมียอดมนุษย์ขึ้นมาสินะ มีไว้คอยเตือนว่า เรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่ให้เกิดขึ้นอีกจะดีกว่าสินะ

 ผมชอบพวกเค้ามากๆเลย มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนๆบนดาวของผม ผมคงต้องเขียนจดหมาย ส่งไปหาพวกเค้าซักหน่อย

แต่ว่าตอนนี้ คนบนโลกกำลังฮิตหนังเกาหลีมากมาย ผมก็กำลังติดอยู่เหมือนกัน ไม่เข้าใจจริงๆ.....

ยอดมนุษย์หายไปไหนแล้วเอ่ย ....

 

ถ้าตั้งใจอ่าน จะเห็นว่าผมพิมพ์คำว่า อุทาหอน

หึหึ 

edit @ 13 Jan 2008 21:28:21 by miss,,*

จิงกาเบล

posted on 25 Dec 2007 19:05 by iuvthey

ปวดหัวที่ใจ

ผมเป็นสามัญชนคนธรรมดา ที่เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตสำคัญชนิดหนึ่งของโลก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก มีความนึกคิด และมีจิตใจ ไม่แปลกที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม จะมีสิ่งที่เรียกว่าความคิดของคนอื่น ติดสอยห้องตามมาเสมอๆ คนอื่นที่ไม่ใช่เรา เค้าคงจะมีความคิดที่แตกต่างจากเราสินะ บางที่ผมก็ชอบทำตัวเป็นคนดี ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนดีอะไรที่ไหนเลย แต่ก็ยังพยายามที่จะให้สายตาที่จับจ้องมา เห็นซักนิดว่า ไอ้นี่ มันก็ทำอะไรเข้าท่าดีนี่หว่า

วันนี้เป็นวันคริสมาสต์ ถ้าตอนนี้เรียกได้ว่าผมพอจะเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ผมก็คิดว่า วันนี้ เป็นวันของเด็กๆ วันของของขวัญ การสังสรรค์ ต่างๆนานา มันเลยทำให้ผมนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาตอนที่ผมเรียกตัวเองว่าเด็ก ช่วงเวลาที่วิ่งเล่น แก้ผ้าอาบน้ำ เล่นขายของ ปั้นดินน้ำมัน วาดรูป ร้องไห้ หัวเราะ ช่วงเวลาที่สายตาของผม ยังมองโลกในแบบของเด็กๆ ไม่มีคำว่าแข่งขัน ไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี ไม่มีคำว่าถูก หรือผิด ไม่มีคำว่าอิจฉา ไม่มีความรักในแบบที่อยากครอบครอง มันแปลกมากที่ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็เปลี่ยนผม ให้เบื่อการวิ่งเล่น อายเวลาต้องแก้ผ้ากับแม่ ไม่ต้องการการเล่นขายของ ปั้นดินน้ำมันได้สวยแต่ก็ไม่สนุก วาดรูปเป็นผู้เป็นคนแต่ก็ยังไม่ใช่ ร้องไห้ด้วยเรื่องไร้สาระกว่าแต่ก่อน หัวเราะเพราะฉากที่ถูกจัดขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีจะทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่สังสมมา พร้อมๆกับความผิดพลาดในชีวิต ที่ทำให้ผมปฏิเสธความเป็นเด็กของตัวเอง ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้รู้ตัวอะไรเลย ว่าเหตุใด จากเด็กแล้วต้องมาเป็นผู้ใหญ่? แล้วถ้าเวลาผ่านไปอีกซักปี สองปี หรือมากกว่านั้น ผมจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะจำตัวเองในอดีตได้รึเปล่า ผมรู้ว่าตัวเองในตอนนี้ แตกต่างจากตัวเองที่เป็นเด็กในสมัยก่อน แต่ช่วงเวลาที่ผมได้คิดย้อนกลับไปว่า ผมเคยทำอะไรมาบ้างนะ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง

ตอนนี้ ผมอาจจะไม่กลัวคุณหมอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไปไหนมาไหนคนเดียวก็ได้ มีการบ้านกองเท่าภูเขา มีอนาคตข้างหน้าวนเวียนอยู่ในหัว แต่ผมก็ไม่อาจจะปฏิเสธความเป็นเด็กของตัวเอง ที่ยังคงตกตะกอนอยู่ภายในตัวผมได้

นี่แหละมั้ง ที่ทำให้ผมยังร้องเพลง จิงเกอเบล จิงเกอเบล ในวันนี้

แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมยังเป็นเด็กอยู่น๊าาาา!!!